การส่งมอเตอร์ไซค์ผ่านไปรษณีย์ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับชาวไบเกอร์ที่ต้องการขนย้ายรถไปยังจังหวัดอื่นๆ เมื่อต้องย้ายบ้าน ย้ายที่ทำงาน หรืออยากส่งรถมอเตอร์ไซค์กลับไปต่างจังหวัดเพื่อใช้งานโดยไม่ต้องขี่ไปเอง ซึ่งการส่งรถมอเตอร์ผ่านไปรษณีย์เป็นอีกบริการที่สะดวกสบายและปลอดภัย แต่ก่อนที่จะส่งรถมอเตอร์ไซค์ผ่านไปรษณีย์ มีเงื่อนไขและขั้นตอนการส่งอย่างไรบ้าง เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมก่อนส่งกัน
|
เงื่อนไขการส่งรถมอเตอร์ไซค์ ผ่านไปรษณีย์
สำหรับการส่งรถมอเตอร์ไซค์ไปยังสถานที่ต่างๆ ผ่านทางไปรษณีย์ จะมีเงื่อนไขดังต่อไปนี้
-
ต้องมีน้ำหนักไม่เกิน 200 กิโลกรัม
-
ต้องมีขนาดไม่เกินด้านละ 150x200x150 เซนติเมตร (กว้างxยาวxสูง)
-
ระยะเวลาการส่งรถมอเตอร์ไซค์ทางไปรษณีย์จะอยู่ที่ 5-7 วันทำการ
-
ค่าบริการจะถูกคิดตามน้ำหนัก หรือปริมาตรของที่ส่ง (อย่างใดอย่างหนึ่ง) รวมถึงระยะทางในการส่งด้วย
-
อัตราค่าบริการจะขึ้นอยู่กับไปรษณีย์เป็นคนกำหนด
|

|
ส่งรถมอเตอร์ไซค์ทางไปรษณีย์ ใช้เอกสารอะไรบ้าง?
-
สำเนาบัตรประชาชนผู้ส่ง จำนวน 2 ชุด
-
สำเนาทะเบียนรถจักรยานยนต์ จำนวน 2 ชุด
-
สำเนาบัตรประชาชนเจ้าของทะเบียนรถมอเตอร์ไซค์ จำนวน 2 ชุด (ในกรณีที่ชื่อผู้ส่งไม่ตรงกับชื่อในทะเบียนรถมอเตอร์ไซค์)
|
ขั้นตอนการส่งรถมอเตอร์ไซค์ผ่านไปรษณีย์ มีอะไรบ้าง?
การส่งรถมอเตอร์ไซค์ผ่านทางไปรษณีย์ มีขั้นตอนดังต่อไปนี้
-
นำรถมอเตอร์ไซค์ไปยังไปรษณีย์สาขาที่มีบริการ Logispost
-
แจ้งข้อมูลเกี่ยวกับการส่งรถมอเตอร์ไซค์ พร้อมกรอกข้อมูล เช่น ชื่อผู้ส่ง ผู้รับ และรายละเอียดที่อยู่ในแบบฟอร์มให้ครบถ้วน
-
เจ้าหน้าที่ทำการตรวจสภาพรถก่อนจัดส่ง เช่น ตรวจเช็กรอยแตกหัก ขีดข่วน และน้ำมันที่อยู่ในถัง เพื่อป้องกันความเสียหายและอันตรายที่จะเกิดขึ้นระหว่างการขนส่ง
-
จากนั้นจะทำการแพ็ค ห่อหุ้มรถมอเตอร์ไซค์เพื่อป้องกันการกระแทกขณะขนส่ง โดยวัสดุที่ใช้ห่อหุ้มมีให้เลือก 2 แบบคือ กระดาษและพลาสติกกันกระแทก
-
ชำระค่าบริการในการจัดส่ง และรอรับรถมอเตอร์ไซค์ที่จุดปลายทาง
ทั้งนี้หากเกิดอุบัติเหตุ หรือความเสียหายขึ้นกับรถมอเตอร์ไซค์ตอนขนส่ง ทางไปรษณีย์จะชดใช้ค่าเสียหายสูงสุดไม่เกิน 3,000 บาท
แต่ก่อนส่งรถมอเตอร์ไซค์ ทางไปรษณีย์ ไบเกอร์ควรตรวจเช็กสภาพรถมอเตอร์ไซค์คันโปรดเอาไว้ก่อน ดังนี้
|

|
5 จุดที่ต้องเช็ก! รถมอเตอร์ไซค์ ก่อนส่งรถมอเตอร์ไซค์ ผ่านไปรษณีย์
1. ตรวจสอบสภาพภายนอกรถ
เช็กลิตส์แรกที่ต้องทำก่อนส่งรถมอเตอร์ไซค์คือ ตรวจสอบรอยขีดข่วน รอยบุบ หรือความเสียหายอื่นๆ ที่อยู่บนตัวรถด้วยการถ่ายรูปหรือวิดีโอไว้เป็นหลักฐาน
2. ถ่ายรูปสภาพรถ
หลังจากตรวจสอบรอยต่างๆ แล้ว ให้ทำการถ่ายรูปรถมอเตอร์ไซค์ จากมุมต่างๆ เพื่อใช้เป็นหลักฐานหากเกิดปัญหาระหว่างการจัดส่ง
3. ตรวจสอบของเหลวในรถ
ตรวจเช็กน้ำมันเครื่อง น้ำมันเบรก หรือน้ำยาหล่อเย็นให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการรั่วไหลระหว่างขนส่ง
4. ตรวจสอบระบบล็อก
ไม่ว่าจะเป็นการล็อกคอรถหรือเบาะรถ ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าระบบล็อกสามารถทำงานได้ตามปกติ และรถจะถูกล็อกอย่างปลอดภัยขณะขนส่ง
5. ถอดอุปกรณ์เสริม
จุดสุดท้ายคือ อุปกรณ์เสริม เช่น กระจกมองข้าง หรืออุปกรณ์แต่งรถต่างๆ ที่อาจเกิดความเสียหายขณะขนส่ง ให้ทำการถอดออก
|
ในส่วนของค่าบริการในการส่งรถมอเตอร์ไซค์ผ่านไปรษณีย์ จะขึ้นอยู่กับประเภทของมอเตอร์ไซค์ ขนาดความจุ เครื่องยนต์ และจังหวัดที่จัดส่งดังนี้
-
รถมอเตอร์ไซค์เครื่องยนต์ไม่เกิน 150 cc. ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 1,200 บาท สูงสุด 3,120 บาท
-
รถมอเตอร์ไซค์เครื่องยนต์ไม่เกิน 151 - 400 cc. ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 1,500 บาท สูงสุด 3,900 บาท
-
รถมอเตอร์ไซค์เครื่องยนต์ไม่เกิน 401 cc. ขึ้นไป รวมถึงรถชอปเปอร์ทุกขนาด ทุกซีซี ราคาจะอยู่ที่ 3,300 บาท สูงสุด 5,820 บาท
หมายเหตุ : ในกรณีที่จัดส่งไปยังพื้นที่เข้าถึงยากหรือต้องขนส่งทางเรือ จะมีค่าบริการเพิ่มเติมดังนี้
-
150 cc. ราคา 300 บาท
-
151 - 400 cc. ราคา 1,000 บาท
-
401 cc. ขึ้นไป และชอปเปอร์ ราคา 1,000 บาท
ซึ่งหลังจากชำระค่าบริการและจัดส่งรถมอเตอร์ไซค์แล้ว สามารถเข้าไปเช็กสถานะการจัดส่งหรือ Tracking Number ได้ที่นี่ Track And Trace : EMS : Thailand Post และหลังจากรถมอเตอร์ไซค์ถูกส่งมาถึงจุดหมายแล้ว ให้ไปรับรถมอเตอร์ไซค์ที่ไปรษณีย์ที่ถูกระบุไว้ปลายทาง
|

เมื่อรับรถแล้วอย่าเพิ่งใจร้อน! ก่อนจะเอารถออกไปขี่ควรตรวจเช็กสภาพรถเพื่อความปลอดภัย และนี่คือจุดที่ต้องตรวจเช็กสภาพรถมอเตอร์ไซค์หลังจากที่ขนส่งทางไปรษณีย์ |
5 จุดที่ต้องตรวจเช็ก! หลังจากรับรถมอเตอร์ไซค์ผ่านไปรษณีย์
1. ตรวจสอบสภาพภายนอกรถ
นำรูปถ่ายที่ถ่ายเก็บไว้ก่อนส่งรถมอเตอร์ไซค์มาเปรียบเทียบสภาพรถ หลังจากส่งมาถึงจุดหมายแล้ว เพื่อดูรอยขีดข่วน หรือความเสียหาย ว่ามีจุดไหนเพิ่มขึ้นหรือไม่
2. สตาร์ทรถและฟังเสียงเครื่องยนต์
เมื่อตรวจเช็กสภาพรถภายนอกเรียบร้อยแล้ว ให้ทำการสตาร์ทรถเพื่อฟังเสียงเครื่องยนต์ว่ามีเสียงผิดปกติหรือไม่ และรถมอเตอร์ไซค์สตาร์ทติดไหม
3. ทดสอบขี่ระยะสั้น
หลังจากสตาร์ทรถแล้วควรขับขี่ระยะสั้นๆ เพื่อทดสอบระบบต่างๆ ของรถมอเตอร์ไซค์ รวมถึงความสมดุลของรถด้วยว่าอยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานหรือไม่
4. ตรวจสอบระบบไฟฟ้า
อีกหนึ่งจุดที่ต้องเช็กคือ ระบบไฟฟ้า ด้วยการเปิด-ปิดสวิตช์ ระบบไฟฟ้า ไฟเลี้ยว และแตร ว่าทำงานปกติเหมือนก่อนขนส่งหรือไม่
5. ตรวจสอบระบบเบรก
ทดสอบด้วยการกำเบรกหน้าและเบรกหลัง เพื่อให้มั่นใจว่าระบบเบรกทำงานได้ดีและมีความปลอดภัย สำหรับรถมอเตอร์ไซค์ออโตเมติก แต่ถ้าเป็นรถมอเตอร์ไซค์เกียร์ธรรมดาให้ทำการเหยียบเบรกและกำเบรกมือ
|
นี่คือข้อควรรู้ และสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจก่อนจะส่งรถมอเตอร์ไซค์ผ่านทางไปรษณีย์ เพื่อไม่ให้รถมอเตอร์ไซค์คันโปรดได้รับความเสียหายระหว่างขนส่ง และไปถึงจุดหมายปลายทางได้อย่างราบรื่นพร้อมใช้งาน หากไบเกอร์คนไหนอยากขนย้ายรถมอเตอร์ไซค์ไปใช้ในพื้นที่ที่ต้องการ หรือออกทริปทางไกลแต่ไม่อยากขี่ไปเอง และต้องการความสะดวกสบายและความปลอดภัยในการขนส่ง การส่งรถมอเตอร์ไซค์ผ่านทางไปรษณีย์ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่สะดวกในยุคนี้
|