Yamaha-Trip-NMAX-Nakhonsawan-Khaoko-800x420
Reviews

รีวิว ALL NEW YAMAHA NMAX (STANDARD) สรุป 9 เรื่อง หลังลองขี่จริง

     

     ครั้งนี้เราท่องเที่ยวร่วมทริปทางไกลกับไทยยามาฮ่ามอเตอร์ ในเส้นทาง “นครสวรรค์-เขาค้อ” ก่อนได้ข้อสรุป 9 เรื่อง รีวิว อย่าง ALL NEW YAMAHA NMAX 2025 ออโตเมติคพรีเมียมที่ขึ้นแท่น “ขายดี” กระหึ่มปี 2025

     มาดูกันว่า เมื่อ NMAX ใหม่ต้องตะลุยไปบนถนน Route 12 กับทางโค้งขึ้นเขาล้วนๆ มีประเด็นควรต้องรู้อะไรบ้าง!?


 1. จุดสตาร์ท @นครสวรรค์ 
 
2
 
     กิจกรรม ALL NEW YAMAHA NMAX press touring trip ครั้งนี้ เริ่มขึ้นที่ “สะพานเดชาติวงศ์” จังหวัดนครสวรรค์  โดยมีรถมาให้ลองทั้งเวอร์ TECH MAX และ Standard รวมแล้วมากถึง 50 คัน ร่วมด้วยขบวน ALL NEW NMAX ตัวคัสตอมจากสำนักแต่งที่สามารถนำมาขับขี่เดินทางใช้งานได้จริง  

     ก่อนเริ่มปล่อยขบวนคาราวานครั้งนี้ บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด นำโดย คุณพงศธร เอื้อมงคลชัย ประธานกรรมการบริหารฯ มอบหมวกนิรภัยขนาดมาตรฐาน จำนวน 50 ใบ ให้กับ สภ.นครสวรรค์ โดยมี พ.ต.ต.มณี สาระวัน สารวัตรจราจร สภ.นครสวรรค์ เป็นผู้รับมอบ เพื่อนำไปแจกจ่ายให้กับประชาชนในพื้นที่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ตามโครงการรณรงค์สวมหมวกนิรภัยขับขี่ปลอดภัย

     จากนั้นกิจกรรม ALL NEW YAMAHA NMAX press touring trip จึงเริ่มเคลื่อนตัวออกจากนครสวรรค์ โดยผมเลือกขับขี่เวอร์ชั่น Standard เพื่อเจาะฟีลลิ่งรุ่นนี้โดยเฉพาะ
 
2. ทางพัง พิสูจน์การทรงตัว
 
3
 
     เพียงแค่ออกไปเจอเส้นทาง 80 กิโลเมตรแรกของ ทางหลวงหมายเลข 117 นครสวรรค์-พิษณุโลก ก็ได้พิสูจน์สมรรถนะในด้าน “การทรงตัว” และ “ช่วงล่าง” ทันทีเลย เพราะทางพัง(มาก) 
บอกก่อนว่าระบบกันสะเทือนใหม่ของ NMAX 2025 มีการปรับภายในกระบอกโช้คหน้า ใส่ตัว OIL LOCK อัพเกรด PD วาล์ว ช่วยป้องกันเกิดฟองอากาศในน้ำมันโช้ค ขณะที่โช้คหลังถูกยืดระยะยุบขึ้น 5 มม. (ความยาวโช้คเท่าเดิมและปรับพรีโหลดได้ 1 คลิก) ได้ถูกใช้งานเต็มกำลังและให้ฟีลลิ่งจัดการแรงสะเทือนได้ดีทีเดียว 

     สังเกตว่าเมื่อเราต้องรูดไปด้วยความเร็วบนทางพังๆ การยุบและคืนตัวของโช้คอยู่ในระดับที่ดีมาก ไม่มีอาการท้ายดีด และไม่มีหน้าดิ้น สุดท้ายทุกคันก็เข้าไปเช็คอินจุดเช็คพอยท์แรกที่ “ฟ้าไทยฟาร์ม” อย่างปลอดภัย ไร้อาการจุก!! 
 
3. ตะลุย Route 12 ถนนในตำนาน

 
4
 
     หลังจากเติมพลังมือเที่ยงอิมหนำที่ “ฟ้าไทยฟาร์ม” ก็ออกเดินทางต่อในช่วงเวลาที่เน้นทำความเร็วผ่านเมืองพิษณุโลก ก่อนขบวนคาราวาน ALL NEW YAMAHA NMAX จะเข้าสู่ทางหลวงในตำนานอย่าง “ถนนหมายเลข 12” อันเป็นหมุดหมายที่นักบิดต้องมาสัมผัสเส้นทางนี้สักครั้งในชีวิต

     แน่นอนว่าสภาพของ Route12  คือถนนคดโค้งขึ้น-ลง เทือกเขาเพชรบูรณ์ มีโจทย์ในการพิสูจน์พละกำลังของตัวรถ ท้าทายช่วงล่าง ยาง และระบบความปลอดภัยต่างๆครบถ้วน ที่สำคัญยังเป็นเส้นทางที่ให้วิวระหว่างทางสวยงามตระการตาสุดๆทุกฤดูกาลอีกด้วย ขี่ไปชมวิวเพลินๆไป โดยแวะจุดเบรกอีกแห่งที่ “มีสุขแลนด์” ร้านกาแฟสวยๆที่ตอนนี้มีถนนต้นกัลปพฤกษ์ออกดอกสะพรั่ง 
 
4. เครื่องยนต์แรงจริง ซิ่งขึ้นเขา
 
5
 
     นับตั้งแต่ออกสตาร์ท กระทั่งถึงการชาร์จเข้าหาโค้งขึ้นเขาบนรูท12 มุ่งหน้าสู่เขาค้อ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ "ขุมพลัง" Blue Core 155 cc VVA ให้การตอบสนองคันเร่งที่ "จับไว" กว่ารุ่น Tech Max อย่างชัดเจน  ออกตัวรอบต้นบิดติดมือ ให้ย่านกำลังที่หนักแน่นต่อเนื่องไปจนถึงรอบกลาง
 
     อาการเครื่องยนต์ที่สามารถเรียกความเร็วได้ทันใจตลอดทาง ถึงจะเป็นรุ่นปกติที่ไม่มี YECVT โดยเฉพาะเส้นทางรูท12ขาขึ้นที่มีช่วงให้ “ดันเนิน” อยู่ตลอดเวลา ผมยังสามารถล็อคคันเร่ง ลากความเร็วยืนพื้น 120 กม./ชม เกาะกลุ่มนักทดสอบไปได้สบายๆ หลังจาก VVA เปิดแล้ว ยังไหลความเร็วปลายไปได้ถึง 128-130 กม./ชม.แบบนี้จัดว่าตรงใจสายเดินทางขี่ทริปอย่างชัดเจน
 
5. ระบบความปลอดภัยตรงจุด
 
6
 
     สำหรับคำถามว่าเป็นรถเล็กแต่ขี่เร็วๆบนเส้นทางที่มีอุปสรรคอย่างหลุมรอยแตกของถนนตลอดๆแบบนี้ ไม่เสียวหรอ? บอกเลยว่าสบายมากเพราะได้ระบบ TCS และเบรก ABS 2 ชาแนลช่วยเพิ่มความมั่นใจในด้านความปลอดภัย ซึ่งการตอบสนองตัดรอบเครื่องของ TCS และความละเอียดในการป้องกันล้อล็อคเมื่อกำเบรกกะทันหัน มาตรฐานของยามาฮ่าเค้าไว้ใจได้ครับ

      หลังจากหวดมาเต็มๆ 2 ทริป ยิ่งชอบในความคุ้มของ ALL NEW YAMAHA NMAX เพราะว่าไม่กั๊กออพชั่นด้านความปลอดภัย

 
6. มิติการควบคุม

          
7

     ขี่ทางไกลยาวๆแบบทริปนี้ ก็เป็นอีกครั้งที่ตอกย้ำว่า “ช่วงรถ” ALL NEW NMAX ลู่ลมและให้การควบคุมที่ดีเยี่ยม อันเป็นผลมาจากบอดี้ใหม่ที่ยามาฮ่าพัฒนาขึ้นอีกระดับ ขณะที่มิติก็ดีกว่าเดิม ความสูงเบาะ 770 มม. ระยะความกว้างแฮนด์ 740 มม. ฟุตบอร์ด 2 ระดับวางเท้าได้กว้างและยืดออกไปสบายขา ขี่นานๆไม่เมื่อย

     อีกด้านก็ปรับ"มิติ"เพิ่มมุมคาสเตอร์ลดเหลือ 26 องศา, ระยะเทรลปรับสั้นลง 2 มม. แถมยังมีน้ำหนักตัวเพียง 131 กก. (เบากว่ารุ่น TECH MAX 3กก.) ส่งผลต่อการบังคับเลี้ยวที่สมูท คล่องตัวกว่าเวอร์ชั่นก่อน สังเกตเวลาโยกรถหลบหลุมเร็วๆไม่มีเสียอาการง่ายๆ 
 
     เมื่อเราเข้าสู่จุดที่ต้องขี่ "ความเร็วสูง-เข้าโค้งไฮสปีด" บนเส้นทางหมายเลข 12 จาก "พิษณุโลก" ไปยัง "เขาค้อ" ที่ต้องซัดกันยาวนับ 100 กม. ปรากฎว่าการทรงตัวของรถที่ให้ช่วงล่างมาในฟีลสปอร์ตกับลักษณะการขี่เกินเลเวลแบบนั้นยังทำได้ดีเยี่ยม ไม่กลัวโค้ง แถมยางเดิมติดรถ( IRC IZS) ต้องบอกว่า...สอบผ่าน!!


7. ฝนตก แวะเยือนวัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว

 
8
     

     หลังจากเมามันส์กับความเร็วมาพักใหญ่ เลขไมล์สะสมบนหน้าจอทะลุ 250 กม. เมื่อผ่านเข้าสู่เขต อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ จากนั้นก็เลี้ยวซ้ายขึ้นไปยัง “วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว” แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่มีความงามของพุทธสถาปัตย์แตกต่างจากวัดทั่วๆไป ชื่นชมความงามของวัดและวิวพร้อมกับทำบุญเสร็จแล้ว ฝนก็ตกลงมาอย่างชุ่มฉ่ำ เอาละสิ!! เคยได้ยินพี่ในกลุ่มเค้าบอกยางเดิมให้ระวังซะด้วย ฮา ฮา

 
9

 
   เราลงมาจากวัดพระธาติผาซ่อนแก้วในภาพทางเปียกชื้น และต้องยูเทิร์นย้อนกลับไปเพื่อไปยัง The Blue Sky Resort ซึ่งเป็นจุดหมายของทริปนี้ ยางติดรถซึ่งเป็น IRC IZS หน้า110/70-13 หลัง 130/70-13 ที่ต้องเผชิญกับถนนเปียกน้ำฝนปนโค้งไฮสปีดอีกนับสิบ เอาเข้าจริงก็วิ่งฉลุยไม่ได้มีปัญหากับพื้นเปียกแต่อย่างใด สุดท้ายก็เดินทางถึงที่พักอย่างปลอดภัยครบถ้วนทุกคัน

 
8. ฟังก์ชัน

 
     สำหรับเวอร์ชั่นปกติที่เราทดสอบครั้งนี้ มีฟังก์ชั่นที่ “แตกต่าง” จากรุ่น TECH MAX อยู่หลักๆ 6 จุดคือ 

     ไม่มีชามไฟฟ้า YECVT ไม่มีปะกับคอนโทรลด้านซ้ายแบบมีปุ่ม Shift ไม่มี ไรดิ้งโหมด S และ T
     ไม่มีหน้าจอ 2 ชั้น LCD กับ TFT ไม่สามารถใช้งานแอพนำทาง Garmin Street cross ได้
     ไม่ใช้หนังหุ้มเบาะที่ตัดเย็บแบบเวอร์ชั่น TECH MAX
   

10

11

 
12


     ส่วนฟังก์ชั่นนอกเหนือจากที่รีวิวมาด้านบน ก็ยังมีจุดที่ “เหมือนกัน” ดังนี้
มีUBOX ความจุ 25 ลิตร จุเยอะ ใส่หมวกเต็มใบบางรุ่นได้
มีช่องชาร์จไฟ TYPE C ที่ช่องใส่ของฝั่งซ้าย 
มีช่องใส่ของฝั่งขวาพร้อมบานปิด-เปิดใช้งานง่าย
มีระบบไฟ Full LED ดีไซน์ เท่หล่อกว่าเดิม
มีฟังก์ชั่น Y-Connect
มี Smart Key
มี Stop & Start System 
มีขาตั้งข้างแบบ Side Stand Switch


9. ตัวเลือกสี มีเยอะกว่า

      13


 
14
 
     สุดท้ายเป็นเรื่องภาพลักษณ์และสีสันที่เวอร์ชั่น STD มีให้เลือกหล่อๆถึง 4 แบบ คือ สีแดง, สีดำ, สีขาว และสีฟ้า  ด้วยราคาแนะนำ 98,500 บาท (ส่วนรุ่น TECH MAX มี 2 สีคือ เทา-ดำ และ น้ำตาล-ดำ ราคาแนะนำ 113,500 บาท) 

     จบทริปการทดสอบครั้งนี้ ถือว่าได้ข้อสรุปย้ำชัดถึงการเป็นรถออโตเมติคสไตล์พรีเมียมคลาส 155 ที่ครบเครื่องน่าใช้ และในเวอร์ชั่นปกติก็ให้ทุกอย่างคุ้มค่าคุ้มราคาจริงๆ แนะนำเป็นพิเศษเลยครับสำหรับ ALL NEW YAMAHA NMAX